วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

การสร้างนิสัยรักการอ่าน

การสร้างนิสัยรักการอ่าน


บุคคลสำคัญในสังคมผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตและการงานแทบทุกคนให้ความสำคัญกับ"การอ่าน" เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ แต่คนทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ชอบการอ่าน และอ่านหนังสือกันน้อยมากอยากแนะนำว่า "โอกาส" และ "ทางแก้ปัญหา" หลายๆอย่างนั้นได้มาจากการอ่านทั้งสิ้น ดังนั้น จึงควรมาพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรจึงจะสร้างนิสัย "รักการอ่าน" ให้เหมือนกับนิสัย "รักการเที่ยว" "รักการกิน" หรือ "รักกีฬา"เทคนิคกรสร้างนิสัยรักการอ่าน ขอแนะนำเป็นข้อๆไป ดังนี้
1. เริ่มจากการหาหนังสือ วารสาร นิตยสาร สิ่งพิมพ์ ในประเภทที่ตนเองชอบ หรือ สนใจมาเป็นตัวเริ่มต้น เช่น นิตยสารดารา นวนิยายเด็ก หนังสือพิมพ์ วารสารท่องเที่ยว นิตยสารกีฬา เป็นต้น รวมถึงเว็บไซต์ข้อมูลหรือบทความต่างๆที่มีเนื้อหาที่ตนสนใจ เพราะหากเราเริ่มจากสิ่งที่ตนเองรักชอบเป็นพิเศษ จะทำให้อยากอ่าน และทนอ่านได้นาน
2. เมื่อเริ่มต้นฝึกนิสัยการอ่าน จะพบว่าตนเองอ่านได้ไม่เร็วนัก เนื่องจากขาดการฝึกฝนมานาน บางคนอ่านย้อนไปย้อนมา หรือ อ่านเป็นคำๆ ทำให้อ่านได้ช้า แต่เมื่ออ่านสิ่งที่ตนสนใจบ่อยๆ ก็จะทำให้สามารถอ่านได้คล่องขึ้นและเร็วขึ้น ทักษะด้านการอ่านเร็วนั้น ต้องค่อยๆพัฒนาจากการอ่าบ่อยๆโดยฝึกตนเองให้อ่านทีละประโยค ไม่ใช่ทีละคำ และอ่านรวดเดียวจนจบย่อหน้า อย่าอ่านย้อนประโยคไปมา เมื่ออ่านจบย่อหน้าหากไม่เข้าใจค่อยย้อนมาอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นย่อหน้ารวดเดียวจนจบซ้ำอีกครั้ง จึงจะได้ความคิดรวบยอดของย่อหน้านั้น
3. เมื่ออ่านหนังสือประเภทที่ตนชอบจนเริ่มคล่องแล้ว ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักชอบอ่านหนังสือแนวบันเทิง ก็ขยับขยายมาเป็นหนังสือแนวอื่นที่อาจเป็นแนวสาระมากขึ้น แต่ยังเป็นสาระที่ตนเองสนใจเป็นการส่วนตัวอยู่ เช่น คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี การเงินส่วนบุคคล จิตวิทยาการพัฒนาตนเอง เป็นต้น เพราะหนังสือแนวนี้จะช่วยพัฒนาความรู้ความคิดให้แก่ผู้อ่านได้มาก
4. ค่อยๆอ่านวันละเล็กละน้อยก่อนนอน เช่น อ่านเป็นเวลา 15 -30 นาที ก่อนนอนทุกคืน จนติดเป็นนิสัย เหมือนการแปรงฟันอาบน้ำก่อนนอน คือ ต้องอ่านหนังสือก่อนนอนมิฉะนั้น จะรูสึกว่าลืมทำอะไรไปสักอย่าง แสดงว่าท่านเริ่มติดการอ่านแล้ว
5. พัฒนานิสัยรักการอ่านมาสู่จุดที่ มีหนังสือติดตัว ติดรถ หรือ ติดกระเป๋า ไว้ตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่มีเวลาว่า หรือ กำลังนั่งรออะไรก็ตาม ก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทุกครั้งไป เป็นการฆ่าเวลา และได้ความรู้ไปด้วย ทำให้ไม่ต้องห่วงว่า ไม่ว่าง ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ เหมือนกับข้ออ้างของคนส่วนใหญ่ เพราะคุณสามารถอ่านได้ทุกช่วงเวลาสั้นๆที่มี
6. หลังจากได้อ่านหนังสือที่ตนเองสนใจเป็นหลักได้ระยะหนึ่งแล้ว ก็ลองอ่านหนังสือแนวอื่น เพื่อขยายขอบเขตความรู้ของตนเองให้กว้างขวางยิ่งๆขึ้นไป เช่น หากชอบอ่านหนังสือแนวจิตวิทยา ก็ลองอ่านหนังสือแนวบริหารการเงินดูบ้าง หรือหนังสือการดูแลสุขภาพ เทคโนโลยี เป็นต้น
7. ทุกครั้งที่อ่านหนังสือจบ ควรต้องทบทวนดูสารบัญ อีกรอบเพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดว่า โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนั้นพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง และ ที่สำคัญที่สุดคือ มีประเด็นใดบ้างที่เราได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนั้นจากที่ไม่เคยรู้มาก่อน หรือ ไม่เคยให้ความสำคัญกับประเด็นนั้นมาก่อน และ จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร เอาซัก 1-2 เรื่องก่อนก็เพียงพอแล้ว เพราะบางแนวคิดในหนังสือดีๆ เพียง 1-2 เรื่อก็อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้อ่านบางคนไปได้ตลอดไปเลยทีเดียว อีกทั้งความรู้สึก "ปิติ" มีความสุขที่ได้ "รู้" หรือ เกิด "ปัญญา" ขึ้นจากการอ่าน อีกทั้งยังนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้ในเรื่องใหม่ๆ ก็จะยิ่งทำให้มีแรงบัลดาลใจให้อยากอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนติดนิสัย "รักการอ่าน" ในที่สุด
8. ทดลองนำความรู้ที่ได้รับจากหนังสือ ไปปฏิบัติดูในชีวิตประจำวัน เช่น หากอ่านเทคนิคการทำกับข้าว ก็ลองนำบางเมนูอาหารไปทำจริงๆดู หากอ่านเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็ลองนำไปทำกับคอมพิวเตอร์จริงๆ หากอ่านเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคล ก็นำไปใช้บริหารการเงินของตนเองจริงๆ หากอ่านเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ก็ลองหาโอกาสไปเที่ยวสถานที่นั้นๆดู หากอ่านเกี่ยวกับการนั่งสมาธิ ก็นำไปฝึกนั่งสมาธิเอง หากอ่านเกี่ยวกับการออกกำลังกาย ก็เริ่มออกกำลังกายตามคำแนะนำในหนังสือดู เหล่านี้เป็นตัวอย่างของการนำความรู้ไปปฏิบัติจริง จะทำให้ท่านรู้สึกสนุกกับการอ่านมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าอ่านแล้วได้นำไปใช้จริง
9. เมื่อเกิดปัญหาใดๆขึ้นในชีวิต ให้เริ่มต้นจากการเข้าร้านหนังสือ เข้าห้องสมุด หรือ เข้าอินเตอร์เน็ต ค้นหาดูซิว่ามีใครเคยเขียนเกี่ยวกับปัญหาเดียวกับที่เรากำลังพบเจอมาก่อนหรือไม่ หากพบก็ "อ่าน" มันซะ เพื่อดูว่าเขามีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร จัดการกับปัญหาให้ลุล่วงได้อย่างไร เพื่อเราจะได้นำไปประยุกต์ใช้บ้าง และ ในหลายๆครั้ง ท่านจะพบว่า ปัญหาเกือบทุกปัญหา ที่คนทั่วไปพบอยู่นั้น เคยมีคนอื่นพบเจอแบบเดียวกันมาแล้ว และเขาหาทางแก้ไขปัญหาได้แล้ว อีกทั้งยังได้เขียนวิธีแก้ปัญหาเอาไว้แล้ว เพียงแต่เรายอมค้นคว้าหา "อ่าน" แค่นั้นเอง ปัญหาที่เผชิญอยู่ก็จะถูกแก้ไปได้อย่างง่ายดาย โดยอาศัยภูมิปัญญาของผู้อื่น ทำให้ไม่ต้องลองผิดลองถูกเองมากเกินไป หรือ มัวแต่มานั่งกลุ้มใจกับปัญหาที่ตนเองแก้ไขไม่ตก แต่คนอื่นแก้ตกไปนานแล้ว อีกต่อไป

ทำอย่างไรให้มีนิสัยรักการอ่าน
                             

การอ่านอาจจะเปลี่ยนนิสัยของคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลยหันมาสนใจในการอ่านมากขึ้นก็ได้ และสิ่งที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ก็ควรปลูกฝังให้ลูกมีนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็ก  

ทำอย่างไรให้มีนิสัยรักการอ่าน
การอ่านนั้นเป็นสิ่งที่บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อแต่มีหลายคนที่มีนิสัยรักการอ่านมีความใฝ่รู้หาสิ่งที่มีประโยชน์มาอ่านให้ตนเองมีความรู้คนที่เขารักการอ่านก็จะทำให้เขามีความรอบรู้ทันเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
          
นิสัยรักการอ่านเป็นสิ่งที่คนเราไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิดการที่เราจะมีนิสัยรักการอ่านจึงต้องมีการฝึกอ่านเป็นประจำต้องมีความขยันที่จะรักกับการอ่านไม่ว่าเราจะอ่านหนังสือนิทานการ์ตูนหนังสือนิยาย วารสาร หนังสือเรียนหรือหนังสืออะไรก็ได้ที่เราอยากอ่านแต่ต้องเลือกอ่านที่มีความเหมาะสมนี่คือ การเริ่มตันการสร้างนิสัยรักการอ่าน
          
เราควรเริ่มอ่านหนังสือที่อยากอ่านแล้วก็เริ่มอ่านหนังสือที่มีเนื้อหามากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเราค่อยๆ อ่านไปวันละนิดก็จะทำให้เราเริ่มมีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะมีความขยันมากน้อยเพียงใดการที่เรามีนิสัยรักการอ่านจะทำให้เราได้รับประโยชน์จากการอ่านอย่างมากมาย
          
การอ่านอาจจะเปลี่ยนนิสัยของคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลยหันมาสนใจในการอ่านมากขึ้นก็ได้และสิ่งที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ก็ควรปลูกฝังให้ลูกมีนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็กเมื่อลูกโตขึ้นเขาจะได้มีนิสัยรักการอ่านและสามารถนำไปใช้ในการเรียนได้ง่ายขึ้น
          
ท่านผู้อ่านเห็นไหมคะว่าการสร้างนิสัยรักการอ่านเป็นเรื่องที่ไม่ยากสำหรับทุกคนแค่เรามีความขยัน มีความมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนตนเองก็สามารถทำให้เรามีนิสัยรักการอ่านได้แล้วท่านผู้อ่านก็อย่าลืมสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับตนเองและคนในครอบครัวด้วยนะคะ

สิบวิธีสร้างนิสัยรักการอ่าน
สิบวิธีสร้างนิสัยรักการอ่าน
ช่วงเวลาว่างระหว่างปิดเทอมได้มีเวลาได้เปิดเว็ปไซต์ต่างๆเพื่อค้นคว้าหาบทความที่น่าสนใจบังเอิญเห็นเว็ปไซต์ที่มีชื่อสะดุดตา ครุพันธุ์ใหม่ดอทคอมผู้เขียนเลยลองเปิดดูว่ามีอะไรที่น่าสนใจเห็นบทความอยู่หนึ่งเรื่องที่จะเป็นประโยชน์แก่ใครอีกหลายคนมีชื่อเรื่องว่าสิบวิธีสร้างนิสัยรักการอ่าน”  จากพระราชนิพนธ์เรื่อง แม่ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯตอนที่ทรงเล่าเรื่องถึงวิธีการซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถทรงอบรมพระราชโอรสและพระราชธิดานั้นได้ทรงสะท้อนถึงกลวิธีสร้างนิสัยรักการอ่านในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้
วิธีที่ 1 ใช้เวลาสบายๆของครอบครัวเพื่อส่งเสริมการอ่านโดยที่เริ่มต้นที่พ่อแม่ ถ้าพ่อแม่เป็นบุคคลที่เริ่มอ่านลูกๆก็จะอ่านไปด้วยโดยจัดเวลาในการอ่านให้ชัดเจนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวพูดคุยเกี่ยวกับเร่องหนังสือที่อ่านพาลูกๆไปร้านหนังสือถ้าเป็นไปได้ควรพาไปห้องสมุดทุกสุดสัปดาห์การสร้างนิสัยรักการอ่านด้วยการอ่านเรื่องที่ไม่เครียด ไม่เคร่งครัดจนเกินไปนักหาเรื่องที่อ่านแล้วทำให้จิตใจสบายก่อน
วิธีที่ 2 เลือกหนังสือที่เด็กอ่านแล้วสนุกอ่านหนังสือดีที่มีเรื่องสนุกทำให้เด็กผูกพันกับการอ่านหนังสือและการอ่านเมื่อโตรู้ว่าลูกชอบแบบไหนส่งเสริมให้อ่านรู้จักขวนขวายที่จะอ่าน และกระตุ้นให้เกิดจินตนาการ
วิธีที่ 3 ให้เด็กได้รู้เรื่องราวที่หลากหลายจากพหุวัฒนธรรมบางเรื่องอาจจะไม่สนุกสำหรับเด็กนัก พ่อแม่ควรแนะนำและขยายขอบฟ้าแห่งการเรียนรู้ให้สู่โลกกว้างไกลและสร้างสรรค์ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจที่หลากหลายทำให้เด็กมีความรู้ที่กว้างขวางมีจิตใจที่เปิดรับความแตกต่างเหตุผลและที่มาของวัฒนธรรมต่างๆในโลกนี้
วิธีที่ 4 มีกิจกรรมที่พัฒนาทักษะความคิด การพัฒนาทักษะความคิดเป็นกิจกรรมที่สำคัญควรพัฒนาควบคู่ไปกับการสร้างนิสัยรักการอ่าน ก่อให้เกิดจินตนาการความคิดสร้างสรรค์เพื่อนำมาพัฒนาการเรียนรู้ตลอดจนการได้รับประโยชน์จากการอ่าน ไม่อ่านที่จะเชื่อแต่อ่านเพื่อที่จะคิดทั้งทักษะการคิดเบื้องต้น( จำ-เข้าใจ-ประยุกต์)  สามารถพัฒนาความคิดระดับสูง(วิเคราะห์-สังเคราะห์-ประเมิน)ดังนั้นการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความคิดแลสร้างแรงจูงใจไฝ่สัมฤทธิ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ
วิธีที่ 5ใช้ทักษะนาฏการในการเล่า วิธีแบบนาฏการในการเล่าก็คือการแยกเสียงในการเล่าเพื่อให้เกิดอรรถรส ออกเสียงบทสนทนาของตัวละคร เล่าอย่างมีชีวิตชีวา ใส่อารมณ์ในการเล่า ทำให้ผู้ฟังเกิดจินตภาพไปกับผู้เล่า ออกเสียงชัดเจน ถูกอักขรวิธี ในขณะเดียวกันให้มีลูกเล่นที่แปลกๆบ้าง
วิธีที่ 6 ใช้กิจกรรมศิลปะเชื่อมโยงกับการอ่าน กิจกรรมศิลปะเกี่ยวกับการอ่านเป็นอย่างยิ่ง เด็กๆได้เพลิดเพลินกับการวาดภาพ ระบายสีและสามารถเชื่อมโยงไปกับการอ่านหนังสือ ช่วยพัฒนาเด็กทางสุนทรียภาพ ยังช่วยส่งเสริมความเข้าใจในมิติอื่นๆของเรื่องราวเสมือนการวิจัยย่อยๆที่เด็กๆสามารถกระทำได้อย่างสนุกสนาน กิจกรรมศิลปะมีหลากหลายอาทิเช่น การวาดภาพระบายสีด้วยเทคนิคต่างๆ ทำประติมากรรม ทำหุ่นจำลอง เล่นละคร ร้องเพลง เป็นต้น
วิธีที่ 7 สอนให้รู้จักสกัดความรู้และจับใจความสำคัญ เมื่ออ่านแล้วต้องสามารถจับใจความสำคัญและสกัดความรู้ไปใช้ได้ แรกๆ พ่อแม่ คุณครูอาจจะช่วยจับใจความสำคัญสรุป  หรือแนะนำตลอดจนเทคนิควิธีการในการจับใจความสำคัญต่อไปอาจใช้แผนภูมิ แผนภาพใยแมงมุม แผนภาพก้างปลาและกราฟมาเป็นเครื่องมือในการสรุป สามารถสกัดความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองได้ไม่ใช่เรื่องยากถ้าเด็กๆได้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
วิธีที่ 8 ต่อยอดจากประสบการณ์เดิมของเด็กพ่อแม่ตลอดจนครูผู้สอนต้องรับรู้และความสนใจของเด็กและเป็นฝ่ายช่วงชิงประโยชน์จากความสนใจของเด็กที่เกิดขึ้นเพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้หรือสร้างเสริมนิสัยและปลูกฝังนิสัยรักการอ่านอย่างต่อเนื่อง
วิธีที่ 9 นำเด็กสู่แห่งโลกวรรณคดี วรรณคดีของไทยเป็นเรื่องที่น่าสนุกและติดตาม พ่อแม่และคุณครูสามารถโน้มน้าวให้เด็กอยากเรียนรู้ อยากฟัง อยากอ่านวรรณคดี ฝึกการอ่านบทกลอน สามารถเล่าเรื่องและสรุปจากการอ่านวรรณคดีได้เป็นอย่างดี
วิธีที่ 10 พัฒนาทักษะไพรัชภาษาพาสู่โลกกว้าง การอ่านทำให้รู้จักตนเอง รู้จักโลก รู้จักสังคมรอบข้างๆ มีความจำเป็นสำหรับเด็กที่ต้องพัฒนาทักษะการอ่านไพรัชภาษาในเด็กที่กำลังเติบโตท่ามกลางกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในยุโลกาภิวัตน์นี้ตำราไทย หนังสือที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศอาจจะล่าช้ากว่าเวลาจริงของเอกสารตำรานั้นอยู่หลายปี การที่เด็กเข้าถึงตำรา หนังสือภาษาต่างประเทศได้ทำให้รู้เขารู้เราสามารถนำความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศสากลมาประสมกับความรู้ไทยหรือความรู้เดิมเพื่อสร้างสรรค์ประเทศให้เจริญรุ่งเรื่องต่อไป
จากสิบวิธีสร้างนิสัยรักการอ่านที่ได้นำเสนอดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ครูผู้สอน  พ่อแม่  หรือผู้ปกครองที่มีเด็กๆอยู่ในความปกครองควรให้ความสำคัญโดยเฉพาะการเลือกหนังสือที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก หมั่นปลูกฝังนิสัยรักการอ่านอย่างสม่ำเสมอ ดังผู้เขียนเคยได้ยินคำกล่าวที่ได้ยินมานานแล้วแต่ยังจำขึ้นใจมาจนทุกวันนี้ว่าอ่านหนังสือเล่มเดียว เหมือนได้เที่ยวทั่วโลกซึ่งเหมือนบอกเป็นนัยว่าหนังสือคือแหล่งความรู้ที่อยู่ใกล้ตัวนั่นเอง

สรุปเรื่องที่ได้จากการสร้างนิสัยรักการอ่าน
การฝึกนิสัยตนเองให้รักการอ่านไม่ใช่เรื่องยากเพราะหนังสือมีเรื่องที่น่าสนใจมากมายและยังเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายตามความชอบและความสนใจของแต่ละคนโลกของหนังสือเป็นโลกแห่งอิสรเสรีทางความคิด เราสามารถอ่านความคิดของผู้อื่นแล้วนำมาพัฒนาความคิดของตนเองการปลูกฝังตนเองให้รักการอ่าน ทำได้ด้วยหลักง่ายๆ 3 ประการ ดังนี้
1. อ่านตามความสนใจ
การเริ่มอ่านจากเรื่องที่ตัวเองชอบและสนใจจำทำให้อ่านหนังสือได้โดยไม่เบื่อเราอาจเริ่มต้นอ่านจากเรื่องสั้นๆไม่ยาวมาก มีภาพประกอบโดยอาจเริ่มจากการอ่านนิทานเรื่องสั้น หรือ เรื่องที่จบภายในตอนเดียว ถ้าเรามีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านก็จะอ่านได้ต่อเนื่อง
2. อ่านให้สม่ำเสมอ
การอ่านอย่างสม่ำเสมอเป็นบันไดขั้นแรกของผู้ที่รักการอ่านเพราะจะต้องอ่านจนเป็นนิสัยทันทีที่ว่างจากหน้าที่ที่ทำในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านได้ ถ้าเราสามารถอ่านได้สม่ำเสมอเราก็จะเป็นผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านได้
3. อ่านให้เจอขุมทรัพย์
ขุมทรัพย์ที่ว่านี้ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองแต่เป็นขุมทรัพย์แห่งปัญญาซึ่งมีค่ามหาศาลเป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่ใครก็มาแย่งชิงไปไม่ได้ผู้อ่านจะได้รับความรู้ ความเพลิดเพลิน ข้อคิด คุณธรรมที่แฝงอยู่จากเรื่องที่อ่านรวมถึงได้พัฒนาอารมณ์ของตนเองก่อให้เกิดการพัฒนาผู้อ่านในทางที่ดีฉะนั้นหนังสือที่ดีก็เปรียบเสมือนว่าเราได้พบขุมทรัพย์นั่นเอง  
ดังนั้นเราจึงควรหันมาปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วันนี้เพื่อประโยชน์มากมายในวันข้างหน้านิสัยรักการอ่านไม่ใช่พันธุกรรม ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เกิดจากการปลูกฝังโลกของการอ่านกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งในรูปลักษณ์ของสิ่งที่อ่านรสนิยมของคนอ่าน เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์รวมไปถึงขนาดของสิ่งพิมพ์แต่ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การอ่านก็ยังมีความสำคัญอย่างไม่มีวันลดเลือนหายไปอย่างแน่นอน


ประโยชน์ที่ได้จากการสร้างนิสัยรักการอ่าน
การอ่านจึงมีความสำคัญอย่างมากในสังคมโลกยุคปัจจุบันและยุคอนาคต แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สังคมไทยและคนไทยยังให้ความสำคัญกับการอ่านน้อยมาก
สำหรับคุณประโยชน์ของการอ่านนั้น มีมากมาย เช่น           
1.การอ่านทำให้เกิดความคิด คนที่อ่านหนังสือมากมักจะเป็นนักคิด อีกทั้งการอ่านยังทำให้เราสามารถคิดใคร่ครวญมากกว่าการฟัง เพราะการฟังเราไม่สามารถหยุดฟังคนพูดได้ เราต้องฟังจนจบแต่การอ่านหนังสือเมื่อเราอ่านแล้วเกิดคำถามหรือข้อสงสัย เราสามารถหยุดอ่านบรรทัดนั้นได้แล้วคิดต่อว่าสิ่งที่เราอ่านนั้นใช่หรือไม่ใช่เป็นจริงหรือไม่เป็นจริงตามที่ผู้เขียนได้เขียนไว้
2.การอ่านช่วยในการสร้างสมาธิได้ดี คนที่อ่านหนังสือมักเป็นคนที่มีสมาธิ การอ่านจึงเป็นวิธีในการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เป็นการฝึกสมาธิที่ได้ทั้งองค์ความรู้ ความคิด ข้อมูลข่าวสารในเวลาเดียวกัน
3.การอ่านช่วยในการพัฒนาตนเอง คนที่อ่านหนังสือมากมักเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ ชอบที่จะพัฒนาตนเอง การอ่านจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาตนเองเพื่อให้เกิดทักษะต่างๆอย่างมากมาย
4.การอ่านช่วยให้เกิดการเพลิดเพลิน บางคนเมื่อทำงานเหนื่อย เกิดความเบื่อหน่ายในการทำงาน การอ่านหนังสือ ตลก หนังสือบันเทิง หนังสือนิยาย  จะช่วยให้เกิดการเพลิดเพลินได้อีกวิธีหนึ่ง
5.การอ่านช่วยในการสร้างแรงบันดาลใจ คนที่ประสบความสำเร็จมักชอบอ่านหนังสือ การอ่านหนังสือทำให้เขาเกิดความคิด เกิดแรงบันดาลใจเกิดความมานะที่จะต่อสู้สิ่งต่างๆ โดยเฉพาะ การอ่านหนังสือประเภท ชีวประวัติบุคคลสำคัญของโลก
เมื่อเราเห็นประโยชน์ของการอ่านหนังสือแล้วแต่ถามว่าทำไมคนไทยจึงไม่ชอบอ่านหนังสือ อาจเป็นเพราะ หลายคนคิดเรื่องเกี่ยวกับหนังสือไม่ถูกต้อง เช่น เมื่ออ่านหนังสือมากๆ กลัวถูกคนล้อว่าเป็นหนอนหนังสือหรืออ่านหนังสือแล้วเครียดอีกทั้งบรรยากาศในการอ่านก็มีส่วนช่วยในการอ่านหนังสืออีกด้วยการปรับปรุงห้องสมุดจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะเป็นเครื่องมือในการช่วยให้คนไทยเกิดนิสัยรักการอ่านเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้นคุณประโยชน์ของการอ่านจึงเป็นการเปิดหน้าต่างให้เราพบโลกที่กว้างขึ้นเราสามารถรู้วัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นอยู่ เรื่องราวของประเทศต่างๆ ของคนอีกซีกโลกหนึ่งก็ด้วยการอ่านจงอ่านหนังสือมากๆแล้วชีวิตของท่านจะเกิดการเปลี่ยนแปลง


                

อ้างอิง

จินตนา พรหมเมตตา(2556). “สิบวิธีสร้างนิสัยรักการอ่าน.” [ออนไลน์]เข้าถึงได้จาก :
http://www.swis-acn.acn.ac.thสืบค้น 30 กันยายน 2557
ปริศนา  ใจอ้าย(2555). “ทำอย่างไรให้มีนิสัยรักการอ่าน.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.sahavicha.comสืบค้น 30 กันยายน 2557.